เศษขยะราคา 200,000 ล้าน!!! กับวิกฤติราคาน้ำมันไทย “รจนา”เปรียบเทียบเห็นภาพ พวกผู้บริหาร ทำเหมือนคนไทยไม่มีความรู้?!!

13 มิถุนายน 2018 | ข่าวเด่น

Advertisement


ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นลงในช่วงที่ผ่านมาสร้างผลกระทบทั้งทางตรงเเละอ้อมต่อระบบเศรษฐกิจ ที่สำคัญยังลามไปถึงความรู้สึกของประชาชนที่ต้องการทำความเข้าใจเรื่องราคาพลังงานมากกว่าในอดีต  ช่วงบ่ายของวันที่ 7 มิ.ย. ที่ห้องประชุมประกอบ หุตะสิงห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์คึกคักเป็นพิเศษ หลังมีการจัดเวทีสภาผู้บริโภค กรณีปัญหาราคาน้ำมันเเละแก๊สหุงต้ม โดยมีผู้ร่วมรับฟังให้ข้อมูลเเละเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจำนวนมาก

ทั้งนี้ทาง รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันเรามีโรงกลั่นที่มีคุณภาพเเละประสิทธิภาพเพียงพอที่จะกลั่นเพื่อคนไทยเเละส่งออก สิ่งที่เป็นปัญหาคือ แม้จะมีการกลั่นน้ำมันในไทย เเต่ดันไปอ้างอิงราคาหน้าโรงกลั่นสิงคโปร์ ทั้งที่ควรจะถูกกว่าเพราะเรานำเข้าน้ำมันดิบมากลั่นเองในเมืองไทย

“อุปมาว่าเหมือนเราซื้อกับข้าวมาทำเองที่บ้าน เราไม่ได้เลี้ยงหมูเห็ดเป็ดไก่ปลูกผักกินเอง เเต่ถ้าเราซื้อวัตถุดิบเหล่านี้มาทำที่บ้าน ยังไงก็ตามทำที่บ้าน ต้องถูกกว่าเราไปกินที่ร้าน ปัญหาคือความไม่ธรรม เรากลั่นน้ำมันในประเทศ เเต่ไปอิงราคาอาหารของภัตตาคารที่สิงคโปร์เเล้วก็บวกค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าอื่นๆ ก่อนมาถึงบ้านเรา เพราะฉะนั้นราคาก็เลยแพง”

รสนา หยิบยกข้อมูลที่ชี้ว่า ประเทศไทยสามารถกลั่นเเละส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปออกไปขายในต่างประเทศคิดเป็นมูลค่าเกือบ 2 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งนับเป็นสินค้าส่งออกอันดับที่ 2 ของประเทศ พร้อมกับตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงต้องใช้คนไทยได้ใช้ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นในประเทศในราคาหน้าโรงกลั่นสิงคโปร์ บวกค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าสูญเสียระหว่างทาง ซึ่งเป็นราคาเสมือนว่าเรานำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์

เธอย้อนอดีตให้ฟังว่า เมื่อสมัยก่อตั้งโรงกลั่นในประเทศครั้งเเรกเมื่อปี พ.ศ. 2502-2503 คือโรงกลั่นบางจาก รัฐบาลขณะนั้นเห็นว่าการกลั่นเองในประเทศจะทำให้น้ำมันสำเร็จรูปมีราคาถูกว่า จึงชักชวนให้บรรดากลุ่มทุนมาตั้งโรงกลั่นในไทย โดยให้แรงจูงใจว่า กลั่นในไทยเเต่ขายในราคาเหมือนกับนำเข้าจากสิงคโปร์

อย่างไรก็ตามนั่นเป็นการสร้างแรงจูงใจในระยะเเรก เพราะเป็นช่วงเริ่มต้นกิจการ เเต่เมื่อเวลาผ่านมากว่า 20 ปี ประเทศสามารถส่งออกไปขายน้ำมันต่างแดนได้จำนวนมากเเล้ว ควรมีการปรับปรุงนโยบายและวิธีดำเนินงาน”เมื่อสมัยนั้น ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ เป็นรองนายกฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานเเห่งชาติ เริ่มเห็นเเล้วว่า โรงกลั่นส่งน้ำมันออกไปขายต่างประเทศได้ในระดับหลายพันบาเรล เลยมอบหมายให้การปิโตรเลียมแห่งประเทศในอดีต เจรจากับโรงกลั่นว่า ขอให้คิดราคาขายกับคนไทยในราคาส่งออก ไม่ให้คิดราคานำเข้าแบบเดิม ปรากฎว่า ไม่ได้เจรจาจนกระทั่งปัจจุบันที่เราส่งออกน้ำมันมูลค่าปีละเกือบ 2 แสนล้านบาท และมีการอ้างว่าราคาส่งออกต่ำกว่าในประเทศ เพราะต้องแข่งขันกับสิงคโปร์”

น้ำมันเป็นปัจจัยสำคัญหรือต้นทุนทางตรงของการผลิตทั้งหมด เเละกระทบกับค่าครองชีพของประชาชนอย่างมาก จึงจำเป็นต้องมีบรรษัทพลังงานเเห่งชาติขึ้นมาทดแทนปตท.”เราไม่ต้องการทวงคืน เเต่รัฐบาลควรตั้งใหม่บรรษัทน้ำมันขึ้นมา เหมือนกับที่เรามีองค์กรเภสัชกรรมที่สามารถผลิตยาสำหรับคนไทยได้ในราคาถูก วันนี้เอกชนเขาต้องหากำไรให้มากที่สุดอยู่เเล้ว ปัญหาคือนโยบายของรัฐปล่อยให้มีการหากำไรตั้งเเต่ต้นทาง ฉะนั้นจึงต้องตั้งบรรษัทขึ้นใหม่ ไม่ให้เกิดการผูกขาด”

นโยบายของเเต่ละประเทศเรื่องพลังงาน เเสดงถึงวิสัยทัศน์เเละความเป็นอิสระของผู้นำ ผู้บริหารของบ้านเมืองว่า ตกอยู่ภายใต้การกำกับของกลุ่มทุนหรือไปมีผลประโยชน์เอี่ยวหรือเปล่า

ชมคลิป

ขอบคุณคลิปจาก ตาสว่าง




error: Alert: Content is protected !!