“ได้โปรดพิจารณา”!!! ครอบครัว”แอ๋ม” ยื่นอุธรณ์ต่อศาล ให้”ทีมเปรี้ยว”ได้รับโทษสูงสุด…เท่านั้น!!!

9 สิงหาคม 2018 | ข่าวเด่น

Advertisement


จากกรณีที่ศาลจังหวัดขอนแก่นได้มีคำพิพากษาไปแล้วในศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2561 คือจำคุกตลอดชีวิต โดยเปรี้ยว, เอิน และ แจ้ รับโทษฐานฆ่าโดยเจตนา แต่ให้ยกฟ้องข้อหาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และคำให้การของจำเลย เป็นประโยชน์ ศาลจึงพิจารณาลดโทษให้ 1 ใน 3 ในส่วนของเปรี้ยว และ เอิน รวมกับความผิดฐานลักทรัพย์-ซ่อนเร้นทำลายศพ รวมทั้งหมดต้องรับโทษจำคุก คนละ 34 ปี 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ส่วนแจ้ไม่โดนข้อหาลักทรัพย์ แต่รับโทษในข้อหาเสพแอมเฟตามีนเพิ่ม รวมทั้งหมดโทษจำคุก 33 ปี 9 เดือน ส่วนนายวศิน มีความผิดฐานสนับสนุน-ซ่อนเร้นศพ-ลักทรัพย์ จำคุก 23 ปี 4 เดือน 20 วัน ส่วนเบนท์ รับโทษในข้อหารับของโจรข้อหาเดียว จำคุก 1 ปี ไม่รอลง อาญา

ล่าวุดวันที่ 9 สิงหาคม มีรายงานว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จ.ขอนแก่น นายนพดล สีดาทัน ทนายความของครอบครัว น.ส.วริศรา กลิ่นจุ้ย หรือแอ๋ม ซึ่งถูกฆ่าหั่นศพและนำมาฝังดินที่ อ.เขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น ได้เดินทางมายื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น ต่อ ศาล จ.ขอนแก่น

โดยนายนพดล กล่าวว่า ฝ่ายโจทก์คือมารดาผู้เสียหาย และฝ่ายโจทก์ร่วมได้ประสงค์ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาจำเลยคดีฆ่าน.ส.วริศราคือ จำเลยที่ 1 คือ น.ส.ปรียานุช โนนวังชัย หรือ เปรี้ยว จำเลยที่ 2 น.ส.กวิตา ราชดา หรือเอิน และจำเลยที่ 5 น.ส.อภิวันทน์ สัตยบัณฑิต หรือ แจ้ ที่ฆ่าคนตายโดยเจตนา และจำเลยที่ 4 คือนายวศิน นามพรม ซึ่งเป็นผู้สนับสนุน ว่าเป็นการร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามมาตรา 289 ซึ่งมีโทษประหารชีวิต

นายนพดล สีดาทัน ทนายความของครอบครัว น.ส.วริศรา กลิ่นจุ้ย หรือแอ๋ม

ประเด็นต่อมาคือการศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาว่าจำเลยทั้ง 4 ให้การเป็นประโยชน์ จึงลดโทษให้ 1 ใน 3 แต่โจทก์เห็นว่าจำเลยทั้ง 4 ไม่ได้ให้การที่เป็นประโยชน์ แต่ให้การเพื่อประโยชน์ของตัวเองอย่างชัดเจน และต่อสู้คดีเพื่อให้ตัวเองได้รับเพียงโทษการทำร้ายร่างกายแล้วทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายเท่านั้น จึงยื่นอุทธรณ์ตามคำฟ้องเดิมของโจทก์ ในความผิดร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ประเด็นที่สุดท้ายคือการชดใช้ ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่1,2,4,5 ร่วมกันชดใช้เงินให้แก่โจทย์ จำวน 1,070,000บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2560 อันเป็นวันกระทำความผิด ซึ่งจะยื่นอุทธรณ์ยืนตามคำร้องเดิมของโจทก์คือ 10,300,000 บาท เพราะผู้ตายมีรายได้เลี้ยงดูมารดามาอย่างต่อเนื่องเดือนละประมาณ 50,000-100,000บาท

 ด้วยเหตุผลใน 3 ประเด็นดังกล่าว โจทก์จึงได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค4 เพื่อพิจารณาแก้คำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยพิพากษาโทษจำเลยที่ 1,2,4,5 ในความผิดร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งมีอัตราโทษสูงสุดคือประหารชีวิต และให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ทั้งค่าปลงศพ ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ค่าขาดอุปการะ รวมทั้งสิ้น 10,300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นายนพดล กล่าว

 

ขณะที่นายบุญยง แก้วฝ่ายนอก หัวหน้าทีมทนายความฝ่ายจำเลย กล่าวว่า ขณะนี้ทางทนายความฝ่ายจำเลย ได้ยื่นเรื่องต่อศาลขอขยายอุทธรณ์ในคดีดังกล่าวนี้ออกไปถึงวันที่ 10 ก.ย.2561 เนื่องจากในคดีดังกล่าวมีเอกสาร รายละเอียดต่างๆเป็นจำนวนมาก ทางทีมทนายจะต้องมีการตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดให้ละเอียด รอบคอบ แล้วจึงจะดำเนินการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลภายในกำหนด

 

ายบุญยง แก้วฝ่ายนอก หัวหน้าทีมทนายความฝ่ายจำเลย




error: Alert: Content is protected !!